วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

แก้ข้อสอบฟิสิกส์

1. วัตถุก้อนหนึ่งมวล  80  N   ผูกไว้กับเชื่อเบายาว 1 เมตร   เมื่อออกแรงดึงวัตถุในทิศขนานกับพื้นระดับจนเชื่อกทำมุม  30 0  กับแนวดิ่ง  จงหาขนาดของแรงดึง  และตึงในเส้นเชือก 




2. วัตถุ หนัก 5N วางอยู่บนพื้น ราบมีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.5 ถ้าออกแรงดึงวัตถุนี้ในทิศทำมุม 60 0 กับพื้นระดับปรากฏว่าวัตถุเริ่มจะเคลื่อนที่พอดี จงหาขนาดของแรงดึง  และแรงปฎิกิริยาของพื้น 



วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

.. วาเลนไทน์DAY..

.. วันวาเลนไทน์ ..

วัน วาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยัง สืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการ ที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุดภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วม ในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุง โรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญ " วา เลนไทน์ " ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองท่าน นักบุญ วาเลนไทน์ และนักบุญ มาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย
 และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์จดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญ " วา เลนไทน์ " ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองท่าน นักบุญ วาเลนไทน์ และนักบุญ มาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วยและจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ 

 

. ดอกไม้ " วันวาเลนไทน์ " ..



มนุษย์ ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้วเราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่ม สาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลาย รูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย


กุหลาบตูม
กุหลาบ ตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย

กุหลาบ บาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น
กุหลาบสีดำ
กุหลาบ ดำ หมายถึง ความรักนิรันดร์
redrose
กุหลาบ แดง (red rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ" การให้ดอกกุหลาบแดงกับคนที่รักความ หมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดงจึงมักจะเป็นดอกไม้ ที่ชายหนุ่มให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน
whiterose
 กุหลาบ ขาว (white rose) : สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธ์ กุหลาบขาวจึงแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสามารถใช้แทนความรักของคนต่างวัย ความรักต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือคนที่เรารู้สึกดีด้วยอย่างบริสุทธิ์ใจได้
pinkrose
 กุหลาบ ชมพู (pink rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน การให้ดอกกุหลาบสีชมพูสามารถแสดงถึงความรัก ที่กำลังเริ่มงอกงามในใจ และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้
yellowrose
กุหลาบ เหลือง (yellow rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส กุหลาบสีเหลืองถูกใช้สำหรับแทนความรักแบบเพื่อน และความ สนุกสนานรื่นเริงจึงมักจะนำมันมาประดับตะกร้าสำหรับเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อทำให้คนป่วยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้นนั่นเอง
redtulib
 สำหรับ ดอกไม้อื่น ๆ ที่ถูกมาใช้แทนความหมายแห่งความรักก็มี ดอกทิวลิบสีแดง (red tulib) ชาวตะวันตกใช้มันแทนการประกาศความรัก อย่างเปิดเผย คล้าย ๆ กับดอกกุหลาบแดง
pink 
carnation
 ดอก คาร์เนชั่นสีชมพู (pink carnation) ใช้สื่อความหมายว่า "ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณ" หรือ "คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ"
white 
lilly
 ดอก ลิลลี่สีขาว (white lilly) แสดงความรักแบบบริสุทธ์ เช่นเดียวกันกับดอกกุหลาบขาว นอกจากนั้นลิลลี่สีขาวยังแสดงถึงความรักแบบอ่อนหวานจริงใจ และเทอดทูน และมักถูกใช้แทนประโยคที่ว่า "ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้ได้รู้จัก และอยู่ใกล้คุณ "
forget 
me not
 สำหรับ ดอก forget-me-not มีความหมายตรงตัวคือได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน
sunflower
 มา ถึงดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปในบ้านเราบ้างดอกทานตะวัน (sunflower) มีความหมายถึงความรักแบบคลั่งไคล้ ความรักแบบบูชา แต่สำหรับชาวตะวันตก ดอกทานตะวันจะหมายถึงความเข้มแข็งอดทน จึงสามารถใช้แทนความรักที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ความรักมา


จะ เห็นได้ว่าดอกไม้เป็นประดิษฐกรรมทางธรรมชาติที่มนุษย์เรานำมาใช้เป็นสื่อแทน ความหมาย แห่งความรักได้หลายรูปแบบ การมอบดอกไม้ให้กับคนที่เรามีความรู้สึกพิเศษจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ... Vlentine นี้คุณมีดอกไม้ในใจที่จะให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง

ช๊อกโกแล็ต

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

accessน่ารู้

เรียนรู้โครงสร้างของฐานข้

ฐานข้อมูล คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหรือวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การติดตามใบสั่งซื้อของลูกค้า หรือการเก็บรักษาคอลเลกชันเพลง ถ้าไม่มีการจัดเก็บฐานข้อมูลของคุณไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือมีการจัดเก็บข้อมูลเพียงบางส่วนไว้ คุณสามารถติดตามข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่คุณต้องใช้ร่วมกันและจัดระเบียบ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้จำหน่ายได้รับการจัดเก็บไว้ในตำแหน่งที่ตั้ง ต่างๆ ซึ่งได้แก่ ในแฟ้มบัตรซึ่งมีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้จำหน่าย ในแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ในแฟ้มเอกสาร และในกระดาษคำนวณที่มีข้อมูลใบสั่งซื้อ ถ้าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้จำหน่ายเปลี่ยนแปลง คุณอาจต้องปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวในที่ต่างๆ ทั้งสามแห่ง ในฐานข้อมูล Access ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี หมายเลขโทรศัพท์จะได้รับการจัดเก็บไว้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น คุณต้องปรับปรุงข้อมูลในที่เดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณปรับปรุงหมายเลขโทรศัพท์ของผู้จำหน่าย หมายเลขโทรศัพท์จะได้รับการปรับปรุงโดยอัตโนมัติในที่ที่คุณใช้ในฐานข้อมูล

แฟ้มฐานข้อมูล Access

คุณสามารถใช้ Access ในการจัดการข้อมูลทั้งหมดของคุณในแฟ้มเดียว ในแฟ้มฐานข้อมูล Access คุณสามารถใช้สิ่งต่อไปนี้
  • ตารางเพื่อเก็บข้อมูลของคุณ
  • แบบสอบถามเพื่อค้นหาและเรียกใช้เฉพาะข้อมูลที่คุณต้องการ
  • ฟอร์มเพื่อดู เพิ่ม และปรับปรุงข้อมูลในตาราง
  • รายงานเพื่อวิเคราะห์หรือพิมพ์ข้อมูลในเค้าโครงที่กำหนดไว้
ข้อมูลจากตารางที่ใช้ในแบบสอบถาม ฟอร์ม และรายงาน
บรรยายภาพ 1 จัดเก็บข้อมูลไว้ใน ตารางเดียว แต่ดูข้อมูลได้จากหลายตำแหน่งที่ตั้ง เมื่อคุณปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลจะได้รับการปรับปรุงโดยอัตโนมัติทุกแห่งที่ข้อมูลนั้นปรากฏอยู่
บรรยายภาพ 2 การเรียกใช้ข้อมูลโดย ใช้แบบสอบถาม
บรรยายภาพ 3 การดูหรือการป้อน ข้อมูลโดยใช้ฟอร์ม
บรรยายภาพ 4 การแสดงหรือการพิมพ์ ข้อมูลโดยใช้รายงาน

 หมายเหตุ   ฐานข้อมูล Access บางรายการจะมีการเชื่อมโยงไปยังตารางที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลอื่น ตัวอย่างเช่น คุณอาจมีฐานข้อมูล Access หนึ่งที่มีตารางเพียงอย่างเดียว และอีกฐานข้อมูล Access หนึ่งที่มีการเชื่อมโยงไปยังตารางเหล่านั้น ตลอดจนแบบสอบถาม ฟอร์ม และรายงานที่ยึดตามตารางที่เชื่อมโยง ในกรณีส่วนใหญ่จึงไม่สำคัญว่าตารางจะเป็นตารางที่เชื่อมโยงหรือจัดเก็บไว้ใน ฐานข้อมูลในปัจจุบัน

ตารางและความสัมพันธ์

เมื่อต้องการจัดเก็บข้อมูล ให้คุณสร้างตารางขึ้นมาหนึ่งตารางสำหรับข้อมูลแต่ละชนิดที่คุณติดตาม โดยชนิดข้อมูลอาจได้แก่ ข้อมูลของลูกค้า ผลิตภัณฑ์ และรายละเอียดใบสั่งซื้อ เมื่อต้องการนำข้อมูลจากตารางต่างๆ มารวมเข้าด้วยกันในแบบสอบถาม ฟอร์ม หรือรายงาน ให้คุณกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตารางต่างๆ
 หมายเหตุ   ในฐานข้อมูลเว็บ คุณจะไม่สามารถใช้แท็บวัตถุความสัมพันธ์ในการสร้างความสัมพันธ์ได้ แต่คุณสามารถใช้เขตข้อมูลการค้นหาในการสร้างความสัมพันธ์ในฐานข้อมูลเว็บได้
ข้อมูลที่เก็บในตารางต่างๆ ซึ่งรวมกันในเขตข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
บรรยายภาพ 1 ข้อมูลลูกค้าที่เคย อยู่ในรายชื่อผู้รับจดหมายขณะนี้อยู่ในตารางลูกค้า
บรรยายภาพ 2 ข้อมูลการสั่งซื้อที่ เคยอยู่ในกระดาษคำนวณขณะนี้อยู่ในตารางการสั่งซื้อ
บรรยายภาพ 3 ID ที่ไม่ซ้ำกัน เช่น ID ลูกค้า จะแยกระเบียนหนึ่งออกจากระเบียนอื่นๆ ในตาราง เมื่อเพิ่มเขตข้อมูล ID ที่ไม่ซ้ำกันของตารางหนึ่งลงในอีกตารางหนึ่ง และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเขตข้อมูลทั้งสองรายการ Access สามารถจับคู่ระเบียนที่สัมพันธ์กันจากตารางทั้งสองตารางได้ เพื่อให้คุณสามารถรวมระเบียนเข้าด้วยกันในฟอร์ม รายงาน หรือแบบสอบถาม

แบบสอบถาม

แบบสอบถามสามารถช่วยให้คุณค้นหาและเรียกข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไขที่คุณ ระบุ รวมทั้งข้อมูลจากตารางต่างๆ ได้ นอกจากนี้ คุณสามารถใช้แบบสอบถามในการปรับปรุงหรือลบระเบียนหลายๆ รายการพร้อมกัน ตลอดจนดำเนินการคำนวณที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือการคำนวณแบบกำหนดเองในข้อมูล ของคุณ
 หมายเหตุ   แต่คุณไม่สามารถใช้แบบสอบถามในการ ปรับปรุงหรือลบระเบียนในฐานข้อมูลเว็บได้
แบบสอบถามซึ่งส่งกลับผลลัพธ์จากตารางต่างๆ
บรรยายภาพ 1 ตารางลูกค้ามีข้อมูล เกี่ยวกับลูกค้า
บรรยายภาพ 2 ตารางการสั่งซื้อมี ข้อมูลเกี่ยวกับการสั่งซื้อของลูกค้า
บรรยายภาพ 3 แบบสอบถามนี้จะเรียก ใช้ข้อมูล ID ใบสั่งซื้อและวันที่ที่ต้องการจากตารางใบสั่งซื้อ และเรียกใช้ข้อมูลชื่อบริษัทและเมืองจากตารางลูกค้า แบบสอบถามจะส่งกลับเฉพาะใบสั่งซื้อที่ต้องการในเดือนเมษายนสำหรับลูกค้าที่ อยู่ในลอนดอนเท่านั้น

ฟอร์ม

คุณสามารถใช้ฟอร์มในการดู ป้อน และเปลี่ยนข้อมูลทีละแถวได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ฟอร์มดำเนินการแอคชันอื่นๆ ได้ เช่น การส่งข้อมูลไปยังโปรแกรมประยุกต์อื่น โดยทั่วไป ฟอร์มจะประกอบด้วยตัวควบคุมที่เชื่อมโยงกับเขตข้อมูลต้นแบบในตารางต่างๆ เมื่อคุณเปิดฟอร์ม Access จะเรียกข้อมูลจากตารางดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งตาราง และแสดงข้อมูลในเค้าโครงที่คุณเลือกไว้เมื่อสร้างฟอร์ม คุณสามารถสร้างฟอร์มได้โดยใช้คำสั่ง ฟอร์ม อันใดอันหนึ่งบน Ribbon ตัวช่วยสร้างฟอร์ม หรือสร้างฟอร์มเองในมุมมองออกแบบ
 หมายเหตุ   คุณจะใช้มุมมองเค้าโครง ไม่ใช่มุมมองออกแบบ ในการสร้างฟอร์มและรายงานในฐานข้อมูลเว็บ
ฟอร์มสามารถช่วยคุณดูและป้อนข้อมูล
บรรยายภาพ 1 ตารางจะแสดงระเบียน ต่างๆ พร้อมกัน แต่คุณอาจต้องเลื่อนในแนวนอนเพื่อดูข้อมูลทั้งหมดในระเบียนเดียว ขณะที่คุณดูตาราง คุณไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลจากตารางมากกว่าหนึ่งตารางพร้อมกันได้
บรรยายภาพ 2 ฟอร์มจะเน้นที่ระเบียน เดียวในแต่ละครั้ง และฟอร์มสามารถแสดงเขตข้อมูลต่างๆ จากตารางมากกว่าหนึ่งตารางได้ นอกจากนี้ ฟอร์มยังสามารถแสดงรูปภาพและวัตถุอื่นๆ ได้ด้วย
บรรยายภาพ 3 ฟอร์มอาจมีปุ่มที่คุณ สามารถคลิกเพื่อพิมพ์รายงาน เปิดวัตถุ หรืองานอัตโนมัติอื่นๆ

รายงาน

คุณสามารถใช้รายงานในการวิเคราะห์ข้อมูลของคุณได้อย่างรวดเร็ว หรือแสดงข้อมูลในรูปแบบสำหรับพิมพ์หรือรูปแบบอื่นๆ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถส่งรายงานที่จัดกลุ่มข้อมูลและคำนวณผลรวมไปยังผู้ร่วมงาน หรืออาจสร้างรายงานที่มีข้อมูลที่อยู่ที่จัดรูปแบบไว้สำหรับการพิมพ์ป้ายจ่า หน้าจดหมายก็ได้
รายงานซึ่งแสดงข้อมูลที่จัดรูปแบบหรือที่คำนวณ
บรรยายภาพ 1 ใช้รายงานสร้างป้ายจ่า หน้าจดหมาย
บรรยายภาพ 2 ใช้รายงานแสดงผลรวมใน แผนภูมิ
บรรยายภาพ 3 ใช้รายงานแสดงผลรวมที่ คำนวณ

ขณะนี้คุณรู้จักโครงสร้างพื้นฐานของฐานข้อมูล Access แล้ว โปรดอ่านเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วภายใน เพื่อสำรวจฐานข้อมูล Access เฉพาะ

โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุต่างๆ ในฐานข้อมูล

วิธีการที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการเรียนรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลเฉพาะ คือ การใช้ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล คุณสามารถใช้ ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล เพื่อสร้างรายงานที่มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุในฐานข้อมูลได้ ก่อนอื่น ให้คุณเลือกวัตถุที่จะให้รายละเอียดในรายงาน เมื่อคุณเรียกใช้ ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล รายงานจะมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับวัตถุฐานข้อมูลที่คุณเลือกไว้
  1. เปิดฐานข้อมูลที่คุณต้องการทำเอกสาร
  2. บนแท็บ เครื่องมือฐานข้อมูล ในกลุ่ม วิเคราะห์ ให้คลิก ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล
  3. ในกล่องโต้ตอบ ตัวทำเอกสาร ให้คลิกแท็บที่แสดงชนิดวัตถุฐานข้อมูลที่คุณต้องการทำเอกสาร เมื่อต้องการสร้างรายงานเกี่ยวกับวัตถุทั้งหมดในฐานข้อมูล ให้คลิกแท็บ ชนิดของวัตถุทั้งหมด
  4. เลือกวัตถุอย่างน้อยหนึ่งรายการที่แสดงในแท็บ เมื่อต้องการเลือกวัตถุทั้งหมดบนแท็บ ให้คลิก เลือกทั้งหมด
  5. คลิก ตกลง
ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล จะสร้างรายงานที่มีข้อมูลรายละเอียดของวัตถุที่เลือกไว้แต่ละรายการ และจะเปิดรายงานใน แสดงตัวอย่างก่อนพิมพ์ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเรียกใช้ ตัวทำเอกสารในฐานข้อมูล ในฟอร์มการป้อนข้อมูล รายงานที่ตัวทำเอกสารสร้างขึ้นจะแสดงรายการคุณสมบัติของฟอร์มทั้งหมด คุณสมบัติของแต่ละส่วนในฟอร์ม และคุณสมบัติของปุ่ม ป้ายชื่อ กล่องข้อความ และตัวควบคุมอื่นๆ ในฟอร์ม รวมทั้งโค้ดมอดูลและสิทธิ์ของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องกับฟอร์ม
  1. ในการพิมพ์รายงาน บนแท็บ แสดงตัวอย่างก่อนพิมพ์ ในกลุ่ม พิมพ์ ให้คลิก พิมพ์
สำรวจตารางในมุมมองออกแบบ

 หมายเหตุ   มุมมองออกแบบไม่สามารถใช้งานได้กับ ตารางต่างๆ ในฐานข้อมูลเว็บ
การเปิดตารางในมุมมอง ออกแบบ จะช่วยให้คุณเห็นภาพโดยละเอียดของโครงสร้างของตารางได้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถดูการตั้งค่าชนิดข้อมูลของเขตข้อมูลต่างๆ ค้นหารูป แบบการป้อนข้อมูล (รูปแบบการป้อนข้อมูล: รูปแบบที่ประกอบด้วยอักขระที่ใช้แสดงเป็นตัวอักษร (เช่น วงเล็บ มหัพภาค และยัติภังค์) และอักขระรูปแบบที่ระบุสถานที่ที่ข้อมูลที่จะถูกป้อนเข้าและชนิดของข้อมูล รวมถึงจำนวนอักขระที่อนุญาตให้ใช้ได้) หรือดูว่าตารางใช้เขตข้อมูลการค้นหา ซึ่งได้แก่ เขตข้อมูลที่ใช้แบบสอบถาม ในการแยกข้อมูลจากตารางอื่นๆ หรือไม่ ข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์ เนื่องจากชนิดข้อมูลและรูปแบบการป้อนข้อมูลอาจมีผลต่อความสามารถในการค้นหา ข้อมูลและการเรียกใช้การปรับปรุงแบบสอบถามของคุณได้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณต้องการใช้การปรับปรุงแบบสอบถามเพื่อทำการปรับปรุงเขตข้อมูลที่ ต้องการในตารางหนึ่งโดยการคัดลอกข้อมูลในเขตข้อมูลเดียวกันจากอีกตารางหนึ่ง แบบสอบถามจะไม่ทำงาน ถ้าชนิดข้อมูลของเขตข้อมูลในตารางต้นทางและตารางปลายทางไม่ตรงกัน
  1. เปิดฐานข้อมูลที่คุณต้องการวิเคราะห์
  2. ในบานหน้าต่างนำทาง ให้คลิกขวาตารางที่คุณต้องการสำรวจ แล้วคลิก มุมมองออกแบบ บนเมนูทางลัด
  3. บันทึกชื่อเขตตารางแต่ละเขตและชนิดข้อมูลที่กำหนดให้เขตข้อมูลแต่ละ เขตตามต้องการ
ชนิดข้อมูลที่กำหนดให้กับเขตข้อมูลสามารถจำกัดขนาด และชนิดข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถป้อนลงในเขตข้อมูลได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจถูกจำกัดให้ป้อนอักขระในเขตข้อมูลข้อความได้ไม่เกิน 20 ตัว และไม่สามารถป้อนข้อมูลที่เป็นข้อความลงในเขตข้อมูลที่กำหนดชนิดข้อมูลไว้ เป็น ตัวเลข ได้
  1. ในการกำหนดว่าเขตข้อมูลเป็นเขตข้อมูลการค้นหาหรือไม่ ให้คลิกแท็บ ค้นหา ในส่วนตารางออกแบบตารางซึ่งอยู่ต่ำลงมา ภายใต้ คุณสมบัติเขตข้อมูล
เขตข้อมูลการค้นหาจะแสดงชุดค่าหนึ่งชุด (เขตข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งรายการ เช่น ชื่อและนามสกุล) แต่มักจะจัดเก็บชุดค่าอีกชุดไว้ (เขตข้อมูลเดียว เช่น ID ที่เป็นตัวเลข) ตัวอย่างเช่น เขตข้อมูลการค้นหาอาจจัดเก็บหมายเลข ID ของพนักงาน (ค่าที่จัดเก็บ) แต่แสดงชื่อพนักงาน (ค่าที่แสดง) เมื่อคุณใช้เขตข้อมูลการค้นหาในนิพจน์หรือในการดำเนินการค้นหาและแทนที่ คุณจะใช้ค่าที่จัดเก็บ ไม่ใช่ค่าที่แสดง การทำความคุ้นเคยกับค่าที่จัดเก็บและค่าที่แสดงของเขตข้อมูลการค้นหาเป็น วิธีที่ดีที่สุดที่จะแน่ใจได้ว่านิพจน์หรือการดำเนินการค้นหาและแทนที่ที่ ใช้เขตข้อมูลการค้นหาทำงานได้ตามที่คุณคาดไว้
ภาพประกอบต่อไปนี้แสดงเขตข้อมูลการค้นหาทั่วไป โปรดจดจำไว้ว่าการตั้งค่าที่คุณเห็นในคุณสมบัติ แหล่ง ข้อมูลแถว ของเขตข้อมูลจะแตกต่างกันออกไป
การใช้ตารางหรือแบบสอบถามเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับเขตข้อมูลการค้นหา
เขตข้อมูลการค้นหาที่แสดงในที่นี้ใช้แบบสอบถามในการ เรียกข้อมูลจากตารางอื่น คุณอาจเห็นเขตข้อมูลการค้นหาอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่ารายการค่า ซึ่งจะใช้รายการตัวเลือกที่เข้ารหัสแบบบังคับ รูปนี้แสดงให้เห็นรายการค่าทั่วไป
การใช้รายการค่าเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับเขตข้อมูลการค้นหา
ตามค่าเริ่มต้น รายการค่าจะใช้ชนิดข้อมูลแบบข้อความ
วิธีที่ดีที่สุดในการค้นหารายการการค้นหาและรายการ ค่า คือ การแสดงแท็บ การค้นหา แล้วคลิกรายการในคอลัมน์ ชนิดข้อมูล ของแต่ละเขตข้อมูลในตาราง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างเขตข้อมูลการค้นหาและรายการค่า โปรดดูที่การเชื่อมโยงในส่วน ดูเพิ่มเติม

ดูความสัมพันธ์ระหว่างตาราง


หมายเหตุ   คุณไม่สามารถใช้แท็บวัตถุความ สัมพันธ์ในฐานข้อมูลเว็บได้
เมื่อต้องการดูการแสดงแบบกราฟิกของตารางในฐานข้อมูล เขตข้อมูลในแต่ละตาราง และความสัมพันธ์ระหว่างตารางดังกล่าว ให้ใช้แท็บวัตถุ ความสัมพันธ์ แท็บวัตถุ ความ สัมพันธ์ จะให้ภาพโดยรวมของตารางและโครงสร้างความสัมพันธ์ของฐานข้อมูล ซึ่งเป็น ข้อมูลสำคัญ เมื่อคุณต้องการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างตารางต่างๆ
 หมายเหตุ   และคุณยังสามารถใช้แท็บวัตถุ ความสัมพันธ์ เพิ่ม เปลี่ยนแปลง หรือลบความสัมพันธ์
  • เปิดฐานข้อมูลที่คุณต้องการวิเคราะห์
  • บนแท็บ เครื่องมือฐานข้อมูล ในกลุ่ม ความ สัมพันธ์ ให้คลิก ความสัมพันธ์
แท็บวัตถุ ความสัมพันธ์ จะปรากฏขึ้นและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตารางทั้งหมดในฐานข้อมูลที่เปิดอยู่
ความสัมพันธ์ระหว่างตารางสองตาราง


ดูวิธีการที่วัตถุใช้วัตถุอื่น

บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ จะแสดงวิธีการที่วัตถุฐานข้อมูล เช่น ตาราง ฟอร์ม แบบสอบถาม และรายงาน โต้ตอบหรือขึ้นต่อกับวัตถุอื่นๆ
คุณสามารถใช้บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ เพื่อช่วยป้องกันการลบแหล่งระเบียนโดยไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณมีแบบสอบถาม ใบสั่งซื้อรายไตรมาส ในฐานข้อมูลการขาย และคุณไม่ต้องการใช้แบบสอบถามนี้อีกต่อไป ก่อนที่คุณจะลบแบบสอบถาม คุณควรดูว่ามีวัตถุอื่นใดๆ ในฐานข้อมูล เช่น ฟอร์มหรือรายงาน ใช้แบบสอบถามนี้เป็นแหล่งข้อมูลหรือไม่ จากนั้น คุณสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุที่ขึ้นต่อกันเพื่อเอาการอ้างอิงในแบบสอบถามออก หรือลบวัตถุที่ขึ้นต่อกันพร้อมกับแบบสอบถามก็ได้ การดูรายการวัตถุที่ขึ้นต่อกันทั้งหมดช่วยให้คุณประหยัดเวลาด้วยการขจัดความ จำเป็นในการตรวจสอบคุณสมบัติของวัตถุด้วยตัวเอง และลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดด้วยการค้นหารายละเอียดที่การตรวจสอบ ด้วยตนเองอาจไม่พบ
เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนการออกแบบวัตถุฐานข้อมูล บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ จะเป็นประโยชน์ด้วยการแสดงให้คุณเห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่มี ต่อวัตถุอื่นๆ คุณควรใช้บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ เพื่อช่วยในการวางแผนการเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่สำคัญ

ใช้บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ

  1. เปิดฐานข้อมูลที่คุณต้องการตรวจสอบ
  2. ในบานหน้าต่างนำทาง ให้เลือกหรือเปิดตาราง ฟอร์ม รายงาน หรือแบบสอบถาม
  3. บนแท็บ เครื่องมือฐานข้อมูล ในกลุ่ม ความ สัมพันธ์ ให้คลิก การขึ้นต่อกันของวัตถุ
  4. เมื่อถูกพร้อมท์ ให้คลิก ตกลง เพื่อปรับปรุงข้อมูลข้อมูลการขึ้นต่อกัน
 หมายเหตุ   การปรับปรุง ข้อมูลการขึ้นต่อกันอาจใช้เวลาสักครู่
บานหน้าต่าง การขึ้นต่อกันของวัตถุ ปรากฏขึ้น
บานหน้าต่างการขึ้นต่อกันของวัตถุ
  1. เมื่อต้องการดูรายการวัตถุที่ใช้วัตถุที่คุณเลือกไว้ในขั้นตอนที่ 2 ให้คลิก วัตถุที่อ้างอิงถึงฉัน ที่ด้านบนบานหน้าต่าง เมื่อต้องการดูรายการวัตถุที่วัตถุที่เลือกไว้ใช้ ให้คลิก วัตถุ ที่อ้างอิงถึงฉัน
  2. เมื่อต้องการดูข้อมูลการอ้างอิงของวัตถุ ให้คลิกไอคอนขยาย (+) ที่อยู่ติดกับวัตถุดังกล่าว Access จะแสดงระดับการขึ้นต่อกันสูงสุดสี่ระดับสำหรับวัตถุนั้นๆ
โปรดจำข้อเท็จจริงเหล่านี้เมื่อคุณใช้บานหน้าต่าง การขึ้น ต่อกันของวัตถุ:
  • ข้อมูลการขึ้นต่อกันจะแสดงเฉพาะเมื่อคุณมีสิทธิ์ในการเปิดวัตถุในมุม มองออกแบบ
  • บานหน้าต่างจะไม่แสดงข้อมูลสำหรับแมโครและโค้ดมอดูล
  • บานหน้าต่างจะทำงานกับตาราง ฟอร์ม รายงาน และแบบสอบถามเท่านั้น ยกเว้นชนิดแบบสอบถามต่อไปนี้
    • แบบสอบถามแอคชัน  แบบสอบถามที่แทรก ปรับปรุง หรือลบข้อมุล
    • แบบสอบถาม SQL แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งรวมถึงแบบสอบถามแบบร่วม แบบสอบถามแบบสร้างข้อกำหนดข้อมูล และแบบสอบถาม SQL แบบพาส-ทรู
    • แบบสอบถามย่อย
เมื่อ Access พบแบบสอบถามที่ซ้อนกัน ระบบจะสร้างข้อมูลการขึ้นต่อกันเฉพาะสำหรับแบบสอบถามด้านนอกสุดเท่านั้น กฎนี้ยังนำไปใช้กับตารางและแบบสอบถามต้นฉบับของแผ่นข้อมูลย่อยของแบบสอบถาม และเขตข้อมูลการค้นหา
  • Access จะสร้างข้อมูลการขึ้นต่อกันโดยค้นหาการแมปชื่อที่คุณลักษณะการแก้ไขชื่อ อัตโนมัติเก็บรักษาไว้ โดยคุณสมบัตินี้เป็นคุณสมบัติที่จะแก้ไขผลข้างเคียง ทั่วไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนชื่อฟอร์ม รายงาน ตาราง แบบสอบถาม เขตข้อมูล หรือตัวควบคุมบนฟอร์มและรายงาน ถ้าการติดตามข้อมูลการแก้ไขชื่ออัตโนมัติถูกปิดใช้งาน คุณจะได้รับการพร้อมท์ให้เปิดใช้งานก่อนจึงจะสามารถดูข้อมูลการขึ้นต่อ

ฟิสิกส์น่ารู้

ฟิสิกส์ เชิงทดลอง กับ ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี

งานวิจัยทางฟิสิกส์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้
ฟิสิกส์เชิงทดลอง (experimental physics)
คือการสังเกต, การทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูล มาวิเคราะห์เพื่อทดสอบกฏของฟิสิกส์ที่มีอยู่ ว่าถูกต้องหรือไม่
ในปัจจุบันโฉมหน้าของการทดลองทางฟิสิกส์แตกต่างจากการทดลองของนักฟิสิกส์ ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วมาก ในสมัยก่อนนับตั้งแต่กาลิเลโอเป็นต้นมา การทดลองเพื่อแสวงความรู้ใหม่ๆที่สามารถพลิกโฉมความรู้เดิมที่มีอยู่อาจทำ ได้โดยการทดลองที่ไม่ซับซ้อนมากอาจดำเนินการทดลองได้โดยคนเพียงคนเดียว แม้กระทั่งช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1840 - 1900 ซึ่งเป็นช่วงบุกเบิกเรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้าอุปกรณ์ของไมเคิล ฟาราเดย์ก็สามารถสร้างได้อย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง แม้กระทั่งอุปกรณ์ที่นำไปสู่การค้นพบอิเล็กตรอนซึ่งก็คือหลอดรังสีแคโทดก็ไม่ได้ซับซ้อน เมื่อเทียบกับหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
ในยุคปัจจุบันการสร้างเครื่องมือเพื่อบุกเบิกพรมแดนใหม่ในฟิสิกส์ โดยเฉพาะในส่วนของวิชาฟิสิกส์อนุภาคและจักรวาลวิทยาเป็นเรื่องที่ สลับซับซ้อนมาก บางโครงการอย่าง Gravity Probe B[1] ซึ่งเป็นดาวเทียมทำหน้าที่ตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ก็ต้องใช้เวลาในการ ดำเนินโครงการถึง 40 กว่าปี (ตั้งแต่เสนอโครงการโดย Leonard Schiff เมื่อปี ค.ศ. 1961 ซึ่งเพิ่งจะได้ปล่อยดาวเทียมสู่วงโคจรเมื่อปี ค.ศ. 2004 ซึ่งตัว Schiff เองก็ถึงแก่กรรมไปก่อนหน้านั้นแล้ว) โครงการบางโครงการก็ต้องอาศัยการร่วมมือกันในระดับนานาชาติที่ต้องสนับสนุน ทั้งกำลังคนและงบประมาณ เช่น โครงการเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) [2] ที่ CERN (เป็นศูนย์วิจัยที่ปรากฏในตอนต้นของนิยาย เทวากับซาตาน ของ แดน บราวน์) ก็ต้องใช้อุโมงค์ใต้ดินเป็นวงแหวนที่มีเส้นรอบวงถึง 27 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แพงเกินกว่าที่จะเป็นโครงการที่สร้างโดยประเทศเดียว ในการที่จะเสนอขออนุมัติโครงการเพื่อสร้างการทดลองใหญ่โตที่แสนแพงเช่นนี้ ต้องอาศัยความรู้ทางด้านฟิสิกส์เชิงทฤษฎีช่วยเป็นอย่างมาก หลายครั้งก่อนที่จะเสนอโครงการจะต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ละเอียดและซับ ซ้อนเพื่อที่จะทำนายล่วงหน้าว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นจะวัดอะไรได้บ้างและ ผลการทดลองจะออกมาในลักษณะใด ตัวอย่างเช่น เครื่องเร่งอนุภาค LHC ก็ต้องมีการคำนวณมาก่อนว่ามวลของอนุภาคฮิกส์ ทำนายจากแบบจำลองSuper Symmetryจะอยู่ในระดับพลังงานใด จะตรวจวัดได้ไหมเป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า มวลของอนุภาคฮิกส์ จากแบบจำลองต่างๆ ก็เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายๆ ปรากฏการณ์ที่ฟิสิกส์ทฤษฎีทำทายไว้ล่วงหน้าให้ได้ก่อนสร้างเครื่อง เร่งอนุภาคอย่าง LHC นั่นคือ นักฟิสิกส์ในปัจจุบันต้องมั่นใจถึงระดับหนึ่งว่าผลการทดลองจากโครงการต่างๆ จะต้องคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป
จากขนาดของข้อมูลที่ได้ในแต่ละการทดลองใหญ่ๆในปัจจุบัน ทำให้นักฟิสิกส์ไม่สามารถทำอย่างสมัยก่อน เช่น Heinrich R. Hertz (ผู้ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งสามารถทำการทดลอง นำผลการทดลองไปวิเคราะห์และสร้างทฤษฎีที่อธิบายได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ในปัจจุบันการวิเคราะห์ข้อมูลที่มาจากการทดลองขนาดใหญ่ๆ เช่น เครื่องเร่งอนุภาค หรือ ดาวเทียมสำรวจอวกาศต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือกัน ของสถาบันวิจัยหลายๆแห่งทั่วโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในปัจจุบันที่นักฟิสิกส์บางคนอาจอุทิศเวลาทั้ง หมดให้กับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากก่อนที่นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี (ซึ่งโดยมากจะไม่ทราบรายละเอียดของวิธีการทดลอง) จะนำข้อมูลที่ย่อยแล้วไปตรวจสอบแบบจำลองที่ได้จากทฤษฎีเดิมที่มีอยู่ว่าสอด คล้องหรือแตกต่างอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงหรือค้นพบทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่ในที่สุด
อย่างไรก็ดีกระแสหลักฟิสิกส์เชิงทดลองใน ปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวทางจากการแสวงหาสุดเขตุแดนของทฤษฎีพื้นฐาน มาเป็นการนำเอาทฤษฎีพื้นฐานมาประยุกต์เป็นเทคโนโลยีที่สัมผัสได้ในชีวิต ประจำวันมากกว่า ดังจะเห็นได้จากหัวข้อวิจัย Carbon nanotubes เป็นหัวข้อที่ได้รับการวิจัยอย่างกว้างขวาง และมีคนให้ความสนใจมากที่สุด เมื่อประเมินจาก h index [3] ในการทดลองที่มีขนาดย่อมลงมา เช่นในสาขาสสารควบแน่น หรือ นาโนเทคโนโลยี นักทดลองส่วนใหญ่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เองว่าเป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่ และในบางครั้งก็อาจเสนอแบบจำลองใหม่ได้เองด้วย หน้าที่ของนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีจะเป็นผู้เชื่อมโยงข้อเท็จจริงที่ได้จากในแต่ ละการทดลองที่หลากหลายเข้าด้วยกัน และหาแบบจำลองหลักที่สามารถอธิบายการทดลองได้ครอบคลุมกว้างขวางที่สุด ซึ่งรวมถึงการทดลองใหม่ๆที่จะตามมาในอนาตค
ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี (theoretical physics)
คือการสร้างแบบจำลองทางความคิดโดยหลักการทางคณิตศาสตร์ นำไปสู่การสร้างทฤษฎีทางฟิสิกส์ โดยมีการทดลองทดสอบความถูกต้องของทฤษฎีในภายหลัง
นักฟิสิกส์ในยุคปัจจุบัน หาได้ยากมากที่จะมีความชำนาญและเชี่ยวชาญในฟิสิกส์ทั้งสองประเภท (โดยนักฟิสิกส์รุ่นหลังที่มีความสามารถสูงทั้งสองด้าน ที่พอจะยกตัวอย่างได้คือ เอนริโก แฟร์มี) ซึ่งตรงกันข้ามกับนักทฤษฎีเคมีหรือนักทฤษฎีชีววิทยาที่ มักจะเก่งด้านทดลองด้วย


















วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

สมดุล

สมดุลกลสภาพ สมดุล (Equilibrium) คือ สมดุลที่เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุอยู่ในสภาพ นิ่ง หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว 

สมดุลสัมบูรณ์absolute equilibriumสภาวะที่วัตถุที่อยู่ทั้งในสมดุลต่อการเลื่อนที่ และสมดุลต่อการหมุน 

สมดุล ของแรง 3 แรงเมื่อมีแรง 3 กระทำต่อวัตถุ วัตถุจะสมดุลได้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือ

1. แรงทั้งสามต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน

2. แรงลัพธ์ = 0

3. แนวแรงทั้งสามต้องพบกันที่จุดเดียวกัน

โมเมนต์ ของแรงคู่ควบmoment of coupleโมเมนต์ของแรงคู่ควบใด ๆ มีขนาดเท่ากับผลคูณของแรงใดแรงหนึ่งกับระยะทางตั้งฉากระหว่างแนวแรงทั้งสอง ซึ่งทิศการหมุนขึ้นอยู่กับทิศของแรงคู่ควบนั้น